วันจันทร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2565

การเรียนครั้งที่ 16

    พูดเกี่ยวกับแนวข้อว่าออกเรื่องอะไรมีข้อสอบแบบข้อเขียนด้วยต้องเขียนตัวหนังสือให้อ่านออกด้วย และก็ต้องแต่งกายให้ถูกระเบียบเรียบร้อยด้วย และก็พูดเกี่ยวกับคะแนนเก็บและการทำ blog ในลิงก์เพื่อนให้ครบทุกคนและก็ตกแต่ง blog ของตัวเองให้สวยงามเรียบร้อย 

การเรียนครั้งที่ 15

   อาจารย์ให้เขียนลงในกระดาษเกี่ยวกับความรู้ที่เราเรียนไปว่างเรียนอะไรมาบ้าง และก็เขียนชอบไม่ชอบอะไร



การเรียนครั้งที่ 14

 เขียนมายเเมพในหัวข้อเรื่อง พัฒนาการปฐมวัย

พัฒนาการทางด้านร่างกาย (  กลีเซล )

พฤติกรรมการเคลื่อนไหว

พฤติกรรมทางการปรับตัว

พฤติกรรมทางด้านภาษา

พฤติกรรมทางการส่วนตัวและสังคม

พัฒนาการทางด้านสติปัญญา  ( เพียเจต์ )

ประสาทการรับรู้และเคลื่อนไหว ( 0-2ปี )

ขั้นก่อนปฏิบัติการคิด ( 2-7ปี )

ขั้นก่อนปฏิบัติการคิดแบบรูปธรรม ( 7-11ปี)

ขั้นก่อนปฏิบัติการคิดแบบนามธรรม ( 12ปีขึ้นไป )

พัฒนาการทางด้านอารมณ์และจิตใจ

ฟลอยด์

แสวงหาความสุขจากอวัยวะ ( 0-1ปี )

แสวงหาความสุขจากทาวรหนัก ( 1-3ปี )

แสวงหาความสุขจากอวัยวะเพศ ( 3-6ปี )

แสวงหาความสุขจากสิ่งแวดล้อม ( 7-13ปี )

แรงขับเคลื่อนจากเพศ

โคลเบิร์ก

ก่อนมีจริยธรรมหรือก่อนเกณฑ์สังคม

จริยธรรมตามสังคม

ระดับเหนือกฏเกณฑ์สังคม

พัฒนาการทางด้านสังคม ( อีริคสัน )

ความรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจไม่วาง ( แรกเกิด-2ปี )

ความเป็นส่วนตัวและละอายและสงสัย ( 2-4ปี )

คิดริเริ่มความรู้สึก ( 4-5ปี )

ความขยันและรู้สึกต่ำต้อย ( 5-12ปี )

ความเป็นอัตลักษณ์และสับสนในบทบาท ( 13-19ปี )

ความใกล้ชิดและอ้างว้าง ( 20-40ปี ) 

การสืบทอดและคิดถึงตัวเอง ( 40-45ปี )

ความสมบูรณ์ในชีวิตและความสิ้นหวัง  ( 65ปีขึ้นไป )














การเรียนครั้งที่ 13

การนำเสนอในหัวข้อเรื่อง ลักษณะเด็กในศตวรรษที่ 21

ลักษณะทางด้านความรู้

Reading (อ่านออก) 

(W)Riting (เขียนได้)

(A)Rithmetics (คิดเลขเป็น)

ลักษณะทางด้านอารมณ์

- Critical thinking & Problem solving (ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทักษะในการแก้ปัญหา)

- Creativity & Innovation (ทักษะด้านการสร้างสรรค์และนวัตกรรม)

- Cross-cultural understanding (ทักษะความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์)

- Collaboration, Teamwork & Leadership (ทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะความเป็นผู้นำ)

- Communications, Information & Media literacy (ทักษะด้านการสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ)

- Computing & ICT literacy (ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร)

- Career & Learning skills (ทักษะด้านอาชีพ และทักษะการเรียนรู้)








 


วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2565

การเรียนครั้งที่ 12

สรุป  รูปแบบการอบรมเลี้ยงดู

 การจะพัฒนามนุษย์ให้เป็นประชากร ที่มีคุณภาพมีปัจจัย 2 ด้านเข้ามาเกี่ยวข้อง คือ 
1) ปัจจัยด้านพันธุกรรม  
2) ปัจจัยด้านสภาพ แวดล้อม โดยพันธุกรรมจะเป็นตัวกำหนดขีดความ สามารถหรือแนวโน้มของพัฒนาการปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อ พัฒนาการมนุษย์ก็มีด้วยกันหลายปัจจัย อาทิ ภาวะ โภชนาการ ความสัมพันธ์ในครอบครัว ระดับ เศรษฐกิจและสังคมของครอบครัว ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม และรูปแบบการอบรมเลี้ยงดู โดยเฉพาะรูปแบบการอบรมเลี้ยงดู ถือได้ว่าเป็น ปัจจัยทางด้านสภาพแวดล้อมที่มีอิทธิพล

 องค์ประกอบพฤติกรรมของ บิดามารดาในการอบรมเลี้ยงดูบุตรออกเป็น 2 มิติ กว้างๆ คือ 
1. มิติควบคุม หรือ เรียกร้องจากบิดามารดา (Controlling / Demand) คือ การที่บิดามารดา กำหนดมาตรฐานสำหรับเด็กและเรียกร้องให้เด็กทำ ตามมาตรฐานที่บิดามารดาได้กำหนดไว้ ซึ่งบิดา มารดาบางคนจะมีมาตรฐานสูง และเรียกร้องให้เด็ก ปฏิบัติตามมาตรฐานที่ตนกำหนด ในขณะที่บิดา มารดาบางคนเรียกร้องให้เด็กทำตามมาตรฐานเพียง เล็กน้อย และไม่พยายามที่จะใช้อิทธิพลในการ ควบคุมเด็ก
2. มิติการตอบสนองความรู้สึก (Responsive) คือ การที่บิดามารดาหรือผู้ดูแลเด็ก ตอบสนองต่อความต้องการของเด็ก ซึ่งบิดามารดา บางคนจะยอมรับ เข้าใจ และตอบสนองความ ต้องการของเด็กด้วยดี 

จัดรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเป็น 3 รูปแบบ ดังนี
1. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ (Authoritative Parenting Style) คือ การอบรม เลี้ยงดูที่บิดามารดาสนับสนุนให้เด็กมีพัฒนาการ ตามวุฒิภาวะของเด็ก โดยที่บิดามารดาจะอนุญาต ให้เด็กมีอิสระตามควรแก่วุฒิภาวะ แต่ในขณะ เดียวกันบิดามารดาจะกำหนดขอบเขตพฤติกรรม ของเด็ก 
2. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม (Authoritarian Parenting Style) คือ การอบรม เลี้ยงดูที่บิดามารดามีความเข้มงวดเรียกร้องสูง แต่ ไม่ตอบสนองความต้องการของเด็กโดยสิ้นเชิง
3. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ (Permissive Parenting Style) คือ การอบรมเลี้ยง ดูที่บิดามารดาปล่อยให้เด็กทำสิ่งต่างๆ ตามการ ตัดสินใจของเด็กโดยไม่มีการกำหนดขอบเขต ใช้การ ลงโทษน้อย ไม่เรียกร้องหรือควบคุมพฤติกรรมเด็ก เด็กสามารถแสดงออกซึ่งความรู้สึกและอารมณ์ ได้อย่างเปิดเผย

แบบที่ 4 เพิ่มเติมจากที่ Baumrind ได้เสนอไว้ คือ 
4. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง (Uninvolved Parenting Style) เป็นการอบรม เลี้ยงดูที่บิดามารดาไม่ให้ความสนใจหรือตอบสนอง ความต้องการของเด็ก ให้การดูแลเอาใจใส่ต่อเด็ก น้อยมาก บิดามารดากลุ่มนี้จะเพิกเฉยต่อเด็กพอๆ กับไม่เรียกร้องหรือวางมาตรฐานพฤติกรรมใดๆ 

การพัฒนาแบบสำรวจรูปแบบการอบรม เลี้ยงดูตามแนวคิดของ Baumrind ใน ประเทศไทย
   “การศึกษารูปแบบ ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมของคนไทยกับ กระบวนการทางสังคมประกิตของครอบครัวใน ปัจจุบันที่เอื้อต่อการพัฒนาประเทศ” ซึ่งแบบสำรวจ ดังกล่าวได้มีผู้สนใจนำไปใช้ในการวิจัยกันอย่าง แพร่หลาย 

รูปแบบการ อบรมเลี้ยงดู 4 รูปแบบ โดยแต่ละรูปแบบประกอบ ด้วยลักษณะคำสำคัญ 8 ประการ 
1. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ (Authoritative)
2. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม (Authoritarian)
3. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ (Permissive)
4. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง (Uninvolved) 

งานวิจัยเกี่ยวกับรูปแบบการอบรมเลี้ยงดู ตามแนวคิดของ Baumrind
   ได้มีนักจิตวิทยาสนใจศึกษาวิจัยความสัมพันธ์ ระหว่างรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูตามแนวคิดของ Baumrind กับตัวแปรทางจิตวิทยาไว้หลากหลาย เช่น ศึกษารูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับการปรับตัว รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับพฤติกรรมทางสังคม รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับอารมณ์ รูปแบบการอบรม เลี้ยงดูกับการกำกับตนเอง และรูปแบบการอบรม เลี้ยงดูกับอัตมโนทัศน์ เป็นต้น
1. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับการปรับตัว 
2. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับพฤติกรรมทาง สังคม 
3. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับอารมณ์
4. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับการกำกับตนเอง 
5. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับอัตมโนทัศน์

วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2565

การเรียนครั้งที่ 11

     วันนี้ได้ทำสื่อการสอนที่กลุ่มได้เลือกที่จะให้เด็กในวัย 2-3 ปี จะเล่นคือกิจกรรม พาสีกลับบ้าน คือครูจะให้เด็กแยกสีลงใส่ขวดให้ถูกต้องกิจกรรมนี้จะได้ฝึกพัฒนาการด้านการสังเกตและแยะแยะสี ได้ฝึกการใช้มือหยิบสีการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กไปด้วย เพื่อความสนุกสนาน







การเรียนครั้งที่ 10

    วันนี้อาจารย์ให้เขียนใบงานเรื่องเกี่ยวกับสื่อการสอนให้กับเด็กในช่วงแรกเกิด - 3 ปี กลุ่มเราได้เขียนในช่วงแรกเกิดจนถึง 3 ปี โดยจะให้เขียนสื่อการสอนที่เหมาะสำหรับแต่ละช่วงวัย






วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2565

การเรียนครั้งที่ 9

     วันนี้อาจารย์ให้ทำใบงานแล้วต้องโยงเส้นแยกออกไปให้เป็นเห็นเส้นสมองที่แตกออกไปได้เรื่อยๆ ให้อธิบายในหัวข้อใหญ่ที่เราแยกออกไปจากที่เราเคยทำมายเเมพเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เราได้ฝึกความอดทนในการที่เราต้องทำให้ให้ถูกและมีความเพียรพยายามในการทำงานและตั้งใจในการทำงาน





วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2565

การเรียนครั้งที่ 8

     วันนี้อาจารย์ให้จับกลุ่มจำนวน 4 คนให้ไปทำงานกลุ่มหัวข้อเรื่อง การออกแบบกิจกรรมสำหรับเด็กแรกเกิดถึง 3 ปี มีดังนี้ 

พัฒนาการช่วงแรกเกิดถึง 1 ปี 

พัฒนาการเน้นด้าน การฟัง การมองเห็น การสัมผัส 

กิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนร้ํู  การเคลื่อนไหวตามแถบสี

ประโยชน์ ช่วยให้เด็กได้ออกกำลังกายอย่างจริงจัง และสนุกได้แยกแยะสีสันที่มองเห็น

พัฒนาการช่วง 1 ปี ถึง 2 ปี

พัฒนาการเน้นด้าน ร่างกาย สมอง และภาษา

กิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนร้ํู Music for movement

ประโยชน์ ช่วยฝึกการพูด การร้อง และการขยับร่างการตามจังหวะ

พัฒนาการช่วง 2 ปี ถึง 3 ปี

พัฒนาการเน้นด้าน การขยับร่างกาย

กิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนร้ํู กิจกรรมการปั้นดินน้ำมัน

ประโยชน์ ช่วยฝึกสมาธิ ความคิดสร้างสรรค์ตามจินตนาการของเด็ก และช่วยฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก






วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2565

การเรียนครั้งที่ 7

     วันนี้อาจารย์ให้จับกลุ่มที่เคยจับก่อนอาทิตย์ที่แล้วและวันนี้มาทำออกแบบการนำเสนองานหัวข้อคือ สื่อในการส่งเสริมการเรียนรู้ ทำให้น่าสนใจและวันนี้เราได้ออกแบบงานนำเสนอแบบถ่ายวิดีโอนำเสนอสื่อการสอนให้เด็กคือการเล่านิทาน และสื่อการสอนที่เราทำคือนิทานเรื่อง“กระต่ายกับเต่า” กลุ่มเราก็ได้มีอุปกรณ์ในการเล่านิทานคือวาดภาพกระต่ายกับเต่าเพื่อนให้เด็กรู้ว่าที่จะแสดงกันใครเป็นกระต่ายใครเป็นเต่าบ้าง





วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2565

การเรียนครั้งที่ 6

 เด็กปฐมวัย 

1. อายุ

   ช่วงอายุระหว่าง 3-5 ปี

2. พัฒนาการมีอะไรบ้าง

   2.1 ด้านร่างกาย

   2.2 ด้านสติปัญญา

   2.3 ด้านอารมณ์

   2.4 ด้านสังคม

3. การเรียนรู้เป้นอย่างไร

   3.1 แบบจักษุนิยมและโสตนิยม : เด็กเรียนรู้ได้ดี จากการมองเห็น การฟัง

   3.2 แบบปฏิบัตินิยมและสัมผัสนิยม : เด็กได้เคลื่อนไหวเวลาเรียน

   3.3 แบบบูรณาการ : การเรียนรู้ที่หลากหลายด้าน

4.ทฤษฎีเกี่ยวข้อง

   4.1 ทฤษฎีการเรียนรู้ของบรูเนอร์ (Jerome S. Bruner)

   4.2 ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning Theory) ของแบนดูรา     

   4.3 ทฤษฎีพัฒนาการของกีเซล (Gesell)

   4.4 ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรมของโคลเบอร์ก (Lawrence Kohlberg)

   4.5 ทฤษฎีพัฒนาการทางบุคลิกภาพของซิกมันต์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud)

   4.6 ทฤษฎีพัฒนาการทางบุคลิกภาพของอิริคสัน (Erikson)

   4.7ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ (Piaget)

   4.8 ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของโฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardner’s View)

5. หลักการอบรมเลี้ยงดู

   5.1 การสร้างความผูกพันรักใคร่

   5.2 ระบบการให้รางวัลทางด้านบวก

   5.3 พ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องมีผู้มีศีลธรรม

   5.4 การควบคุมสิ่งแวดล้อม

   5.5 วิธีการตอบสนองกลับ

   5.6 การควบคุมพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์

6. สภาพสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม

  6.1 ไม่มีการรบกวน มีแสงสว่าง

  6.2 มีพื้นที่ทำกิจกรรม

  6.3 ห้องเรียนตกแต่งน่าสนใจ

  6.4 ปลอดภัย มีระเบียบ

7. สิ่งที่เสริมการเรียนรู้

  7.1 ด้านร่างกาย วาดภาพ ลากเส้น

  7.2 ด้านอารมณ์ การเล่นดนตรี

  7.3 ด้านสังคม จำลองอาชีพ

  7.4 ด้านสติปัญญา คิดเลข

8. การประเมิน

  8.1. ประเมินทุกด้าน

  8.2. ประเมินรายบุคคล

  8.3. ประเมินด้วยวิธีหลากหลาย

  8.4. ประเมินอย่างมีระบบ

  8.5. สภาพการประเมิน 




การเรียนครั้งที่ 16

    พูดเกี่ยวกับแนวข้อว่าออกเรื่องอะไรมีข้อสอบแบบข้อเขียนด้วยต้องเขียนตัวหนังสือให้อ่านออกด้วย และก็ต้องแต่งกายให้ถูกระเบียบเรียบร้อยด้วย แล...